วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน : ประวัติ ตอนที่ ๑ ประวัติย่อและมูลเหตุการออกบวช



ประวัติย่อ

          องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน  กำเนิดในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน  เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖  ณ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี  บิดาชื่อ นายทองดี  มารดาชื่อ นางแพง  นามสกุล โลหิตดี  เป็นบุตรคนที่ ๒  ในจำนวนพี่น้อง ๑๖ คน  สำเร็จการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๓  ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับสูงสุดในขณะนั้น  วัยเด็กมีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ  วัยหนุ่มเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว  ขยันขันแข็ง  ทำงานอะไรทำจริงๆ จังๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง  เมื่ออายุครบบวช  ไม่เคยคิดจะบวช  เพราะอยากมีครอบครัว  แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป

______________________________



มูลเหตุการออกบวช
เทศน์เมื่อ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑

          บทเวลาที่เราจะได้บวชนี้ก็  ก่อนหน้านี้พ่อพูดเป็นเชิงวิงวอนขออยากให้บวช  บวชให้แล้วจะมีอะไร  พ่อไม่ว่าละ  พ่ออยากให้บวชให้  ว่าเรื่อยหลายครั้งหลายหน  เราก็เหมือนหูไม่มี  นิ่งตลอดๆ ไม่เคยตอบโต้  ไม่เคยให้คำมั่นสัญญาอะไรเลย  บทสุดท้ายที่จะได้บวชนี้นี่อำนาจแห่งพ่อแม่รักเรา  แล้วเรารักพ่อแม่  สะดุดใจถึงกับสะเทือนกำลังรับประทานในวงเดียวกัน  พ่อแม่มีลูกหลายคน  อยู่ๆ พ่อก็พูดมาอย่างลอยๆ ว่า  ต้องขออภัยนะเป็นภาษาภาคอีสาน  เออ! กูนี้ก็มีลูกหลายคน  คือพ่อแม่กับลูกพูดกันว่ากูว่ามึง  นี่เป็นภาษาภาคอีสานใช้กันอย่างนั้น  อยู่ๆ ก็ว่า  "กูนี้มีลูกหลายคน  ลูกเหล่านั้นกูก็ไม่ได้หวังพึ่งมันแหละ  แต่ไอ้บัวนี้กูหวังพึ่ง  หวังพึ่งทุกสิ่งทุกอย่างลูกคนนี้"

          เหมือนกับว่ายกขึ้นยอขึ้น  เพื่อจะทุ่มลง  ไม่ได้ยกขึ้นเฉยๆ  ยกแล้วทุ่มลง  "ไอ้ลูกคนนี้กูไว้ใจได้ทุกอย่างเลย  กูไม่เคยยกยอมันแหละ  วันนี้กูจะพูดตามความจริง  ไอ้นี่ถ้าลงกูได้ปล่อยให้มันทำอะไรแล้ว  กูสู้มันไม่ได้  ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบไปหมด  กูสู้มันไม่ได้  โดยหน้าที่การงานทุกอย่าง  แต่สำคัญที่เวลาขอให้บวชทีไร  มันเหมือนหูไม่มีรู  พูดทีไรก็นิ่งๆ  ทีนี้เวลากูตายแล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรกแหละ  ถ้าไอ้นี่มันลากกูขึ้นไม่ได้แล้ว  กูต้องจมในนรกไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้เลยแหละ"  พอว่าอย่างนั้นน้ำตาพ่อร่วงลงทันทีเลยต่อหน้าต่อตา  แม่ก็ร่วงลงเลย

          เราสะดุดกึ้กถึงที่เลยนะ  ลุกทันที  รับประทานยังไม่อิ่มเลยลุกหนีเลยเทียว  ไปคิดอยู่สามวัน  เอาเต็มเหนี่ยวเลย  คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยมานี้  ตลอดถึงหน้าที่การงานทุกอย่างมอบมากับลูกๆ  ได้ผลรายได้มากน้อย  ชีวิตจิตใจทุกสิ่งทุกอย่างมอบมาให้ลูกนี้  เวลานี้พ่อได้มอบความไว้วางใจให้เราแล้วพ่อเสียความหวังไปอย่างนี้  สมควรแล้วเหรอ  เราเป็นลูกทั้งคน  อย่างอื่นเขาทำได้  เราทำได้  แล้วเวลานี้ทั้งโลกทั้งสงสารเขาบวชได้ด้วยกัน  ไม่เห็นเสียหายอะไร

          บางองค์บวชไปจนเป็นสมภารเจ้าวัด  ท่านก็ไม่เห็นมีอะไร  ผู้ที่บวชไปมากน้อยกี่วัน  กี่คืน  เขาสึกมาได้อย่างสบายๆ  นี่พ่อแม่ให้เราบวช  ก็ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ให้เราบวชว่าต้องเท่านั้นวัน  เท่านี้วัน  มีกำหนดสึกหรือไม่สึกอะไร  ท่านก็ไม่ว่า  แต่ทำไมเราจึงบวชไม่ได้  บวชไม่ใช่ติดคุกติดตะราง  ย้ำกันตรงนี้สามวัน  ไม่ยอมมารับประทานร่วมวงเลย  เพราะจะติดปัญหาอีก

          พอลงได้แล้วก็มาลงคำที่ว่า  พ่อแม่รักลูก  เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูกทุกคน  เราเห็นอยู่  เวลาพ่อแม่เลี้ยงลูก  เราดูอยู่  เราเป็นลูกผู้ใหญ่ดูลูกผู้น้อยที่พ่อแม่เลี้ยงดูทุกอย่างๆ  ประมวลเข้ามาในตัวของเราหมด  นี้ล่ะเหตุที่จะสละบวชได้  สรุปความลงได้  ที่เราบวชนี้ก็เพราะพ่อแม่รักที่สุด  ลูกทุกคนๆ เลี้ยงเอาเป็นเอาตายเข้าว่าเลยทุกคนๆ  จนกระทั่งมาถึงตัวของเรา  ก็เลี้ยงแบบเดียวกันเลย  แล้วทำไมพ่อแม่ขอเพียงเท่านี้  ขอไม่ได้มีอย่างเหรอลูกทั้งคน

          นี่ละเป็นส่วนสำคัญ  ที่ว่าพ่อแม่รักลูกมาก  รักอย่างที่ว่านี่  เสียสละทุกอย่าง  แล้วมามอบความไว้วางใจให้ลูกเพียงเท่านั้นไม่ได้เรื่อง  พ่อแม่น้ำตาตกเลย  เสียใจเอามากทีเดียว  ถ้ากูหวังพึ่งไอ้นี่ไม่ได้แล้ว  กูไม่มีวันหวังใครแหละ  ลูกทั้งหมดกูไม่หวัง  กูหวังพึ่งคนเดียวเท่านี้  มันถึงใจกึ้กเลย  นี่ละเรียกว่า  "พ่อแม่รักลูก"  รักอย่างไรบ้าง  พิจารณาเอาทุกคน  ออกมาจากหัวตับหัวปอดพ่อแม่มาให้ลูก  ไม่เสียดายอะไรทั้งหมด  ชีวิตจิตใจมอบให้หมดเลยกับลูก  นี่จึงเรียกว่า  ความรัก

          (องค์หลวงตาบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโยธานิมิตร  ตำบลหมากแข้ง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  เมื่ออายุ ๒๐ ปี  เมื่อวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ  เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๕ นาที  ตรงกับวันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗  โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม  พนฺธุโล)   เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูปลัดอ่อนตา  เขมงฺกโร  วัดโยธานิมิตร  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  เป็นพระกรรมวาจาจารย์)


______________________________



อยากภาวนา (พ.ศ.๒๔๗๗)
เทศน์เมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๗


          เราบวชมาทีแรก  ตั้งแต่ก่อนที่เป็นนาคอยู่ในวัดนั้น  ก็เห็นท่านพระครู  ตอนเช้าๆ ท่านลงเดินจงกรมแต่เช้าตี ๔  ท่านลงไปเดินจงกรม  พอสว่างแล้วท่านเข้าในโบสถ์แล้วไหว้พระ  ทำวัตรเช้า  พอเสร็จแล้วพระก็ออกบิณฑบาต  นี้เป็นประจำอยู่วัดโยธานิมิตร  เห็นท่านออกเดินจงกรมตอนเช้าๆ  เวลาบวชแล้วก็เรยนภาวนากับท่าน  อยากภาวนา  แล้วจะภาวนายังไง  ท่านว่า  "เอ้อ!  ภาวนาพุทโธนะ  เราก็ภาวนาพุทโธเหมือนกัน"  ท่านว่างั้น

          เราก็จับเอานั้นมาภาวนา  ภาวนาสะเปะสะปะ  ตามภาษีภาษาคนอยากภาวนา  แต่ยังไม่รู้ผลเป็นยังไง  ก็ภาวนาไป  บังคับจิตกับสติให้อยู่ด้วยกัน  ไม่นานเดี๋ยวมันก็เผลอ  ทีนี้จิตก็สงบไม่ได้เมื่อสติเผลอไปแล้ว  แล้วก็นอน  วันหลังเวลาไหนภาวนาก็ตั้งสติได้ขณะแรก  ครั้นต่อไปกิเลสลากไปๆ สติก็อ้าปากอยู่ไม่มีหวัง  กิเลสเอาไปกินแล้ว  ก็ทำไปทีนี้สรุปความลง  บทเวลามันจะเป็น คือ หยุดเรียนหนังสือแล้วเราจะสละเวลาหนึ่งชั่วโมงนั่งภาวนาอย่างนี้ก่อนจะนอน  เป็นความชอบใจ  มีนิสัยชอบอยู่อย่างนั้นลึกๆ

          ทีนี้บทเวลามันจะเป็น  ก็นึกพุทโธนั้นแหละ  ภาวนาไปตามภาษีภาษ  เพราะไม่เคยเห็นผลจากกการภาวนาว่าเป็นยังไง  จะว่าสงบมันก็ยังไม่เห็นสงบ  มันก็เผลอไปเสีย  จากนั้นก็เอาความนอนเข้าไป  พาสงบกับหมอนไปเสีย  ทีนี้บทเวลามันจะเป็น  เรานึกพุทโธๆ  ตั้งสติไว้เหมือนแต่ก่อนนั้นแหละ  พอนึกพุทโธๆ  จิตที่มันซ่านอยู่นั้นด้วยความคิดความปรุงต่างๆ  เหมือนเราตากแหไว้  ทีนี้พอระลึกพุทโธๆ  มันเหมือนเราดึงจอมแหเข้ามา  ตีนแหก็หดเข้ามา  ย่นเข้ามาๆ  เป็นอย่างนั้นล่ะเทียบแล้ว   ทีนี้กระแสของจิตที่มันคิดไม่มีขอบเขตก็ปรากฎว่าหดเข้ามา  เหมือนเราดึงจอมแหนั่นแหละ  ค่อยหดเข้ามาๆ  ก็เป็นจุดที่ให้จิตสนใจมากขึ้น  มันก็จ่อเข้าไป  สติจ่อเข้าไปเรื่อยๆ  มันค่อยหดเข้ามา  กระแสของจิตค่อยย่นเข้ามาๆ  ย่นเข้ามาจนกระทั่งถึงใจเลยนะ

          นี่เป็นครั้งแรกที่เราบวชใหม่ๆ  เรายังไม่รู้เรื่องรู้ราว  พอเข้ามาถึงใจแล้วหยุดกึ๊กเลยเทียวนะ  ทีนี้ปรากฎว่า  มันว่างหมดเลย  ยังเหลืออยู่เฉพาะความรู้ที่เด่นอัศจรรย์   โอ๊ย ! เกิดความอัศจรรย์ตื่นเต้นนะเวลานั้น   โอ๊ย ! ทำไมจิตเราอัศจรรย์เอาขนาดนี้  เราก็ไม่เคยเห็นเคยได้ยิน  วันนี้ได้ปรากฎแล้ว

          ทีนี้ความตื่นเต้น  มันเลยไปเขย่าจิตที่สงบ  ให้ขยายตัวออกมาถอนออกมาเสีย  โอ๊ย ! เสียดาย  พยายามทำอีกก็ไม่ได้  แต่มันฝังลึกนะ  ถึงไม่ได้ก็ตาม  เรื่องความรู้ความเป็นแปลกประหลาดอัศจรรย์นั้นไม่ได้ถอนนะ  ฝังลึก  ทำวันหลังขยับใส่เรื่อย  มันก็ไม่ได้เรื่อง  เพราะสัญญาอารมณ์มันไปหมายอดีตที่เคยเป็นมาแล้ว  แปลกประหลาดอัศจรรย์  มันไปอยู่นู้น  มันไม่อยู่กับพุทโธ  ให้เป็นปัจจุบัน  มันก็เลยไม่ได้เรื่อง  นี่ละเรื่องอัศจรรย์

          วันนั้นทั้งวันจิตไม่ไปไหนเลย  เป็นอารมณ์อยู่กับความอัศจรรย์ของจิตที่ได้ผลมาเมื่อคืนนี้  ที่จิตสงบอย่างแปลกประหลาดอัศจรรย์ป้วนเปี้ยนๆ อยู่นั้น  วันหลังขยับอีกจะภาวนาอีก  มันก็ไม่ได้เรื่อง  และก็ต่อไปอีก  จนกระทั่งจิตใจมนหมดหวังแล้ว  มันก็ปล่อย  เป็นอารมณ์กับอันนั้นล่ะ  ทำไปมันก็ไปหมายที่เคยเป็นมาแล้ว  ผ่านไปแล้วนั้นมาเป็นอารมณ์เสีย  มันก็เลยไม่ได้เรื่อง  จนกระทั่งจิตใจมันเหมือนหนึ่งว่าหมดหวัง  โอ๊ย ! ได้ไม่ได้ช่างเถอะ  ทำไปอย่างนี้

          ทีนี้มันก็ปล่อยอารมณ์ที่มันไปคาดไปหมายไว้ในอดีตเข้ามาเป็นปัจจุบัน  แล้วมันก็ลงได้อีก  ลงอัศจรรย์เหมือนเดิม  แล้วก็เป็นบ้าขึ้นอีกนะ  วันหลังขยับใหญ่จะเอา  มันก็ไม่ได้อีกแหละ  เพราะเราไปหมายผลที่ได้แล้วมาเป็นปัจจุบัน  มันก็ไม่ได้เรื่องซิ  มันไม่เอาพุทโธ  ไม่เอาคำบริกรรมตั้งสติอยู่ปัจจุบัน

          เราสรุปเลยว่า  เราเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี  เราได้จิตที่สงบแบบนี้ ๓ หน  ได้ ๓ หนเท่านั้น   เรียนหนังสือตั้ง ๗ ปีเต็มๆ  แต่มันได้หลักไว้แล้วนะ  คือมันไม่ถอนความเชื่อที่จิตเป็นของอัศจรรย์  เป็นแต่เพียงว่า  เรายังทำมันไม่รวมให้เฉยๆ  ที่ทำมานี้มีชัดเจนแล้ว  พอหยุดจากการเรียนแล้วทีนี้จะเอาให้ได้เลย  เพราะอันนี้ได้จับไว้แล้วเป็นหลักเป็นเกณฑ์  ไปก็ซัดกันใหญ่เลย  ทีนี้มันก็ได้ละซิ  เลยได้  นี่ล่ะเรื่องภาวนาเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น



______________________________






ไม่มีความคิดเห็น: