วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 15



สอบผ่าน

ท่านอย่าเพิ่งแปลกใจนะครับว่าแม่ไปสอบที่ไหน เพราะแม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน  แต่ที่แม่สอบแม่ไปสอบที่โรงพยาบาลวชิระและก็มิใช่ไปสอบเป็นพยาบาลด้วย

โดยปกติแม่จะไปหาหมอทุกสองเดือน มีครั้งหนึ่งแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลวชิระ ปรากฏว่าวันนั้นคนไข้มากเหลือเกิน มากจนไม่เกรงใจหมอ ยังกะนัดกันป่วยยังกะถูกหวย รวยทรัพย์ จึงนักกันเอาเงินมาให้หมอ

แม่ต้องนั่งรอคิวนายถึง 4 ช.ม. ถ้าเป็นเมื่อก่อนเพียงแค่เห็นคนเยอะแม่ก็เริ่มหงุดหงิดปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว ต้องร้องขอยาพารา กินแก้ปวดไว้ก่อน แต่ครั้งนี้แปลก แม่นั่งเฉย เฉยจนคนไข้ท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาและทักว่า “อาม่าไม่เบื่อหรือคะ เห็นนั่งรอตั้งหลายชั่วโมงแล้วไม่เห็นแสดงสีหน้าอาการหงุดหงิดออกมาเลย ขนาดตัวหนูเองยังเบื่อและเซ็ง หงุดหงิดกับการรอคอยอันยาวนานนี้จังเลย ถ้าเป็นแม่หนูแล้วละก็ ป่านนี้คงบ่นไม่หยุด คงผุดลุกผุดนั่ง จนตัวเองต้องมันงงไปแล้วละคะ”

แม่ได้แต่อมยิ้ม เมื่อถึงคิวตัวเองเข้าไปพบหมอ ใช้เวลาไม่นานหมอก็ตรวจเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็เข็นรถที่แม่นั่งไปยังรถพี่ชายที่จอดรออยู่ คนไข้ท่านนี้ยังเดินมาส่งถึงรถและบอกว่า “อาม่าดูสงบ ดูใจเย็นนะคะ อยากให้แม่หนูเหมือนอาม่าจัง สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็เดินจากไป

พี่ชายก็งง ที่เห็นแม่ไม่ขอยาพาราเหมือนเมื่อก่อน ทั้งๆ ที่คนพาไปยังอยากจะได้ยาพาราสักเม็ดสองเม็ดมากินแก้เซ็งที่รอนาน พี่ชายโทรศัพท์กลับมาถามพี่สาวว่า แม่เป็นอะไรหรือเปล่า พี่ชายบอกว่าเที่ยวนี้แม่ไม่หงุดหงิดเลย อีกทั้งไม่ขอยาพาราดังที่เคยด้วย เห็นมั้ยครับ ไม่หงุดหงิด กลับกลายเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะปกติ รอนานแบบนี้ต้องหงุดหงิด”

พอผมทราบเรื่องราวจากพี่สาวเล่าให้ฟัง จึงถามแม่ว่า
“ทำไมแม่ถึงไม่หงุดหงิดละครับและช่วงที่แม่รอหมอแม่ทำอะไร” แม่บอกว่า

“แรกๆ ก็นั่งเจริญสติรู้กายที่นั่งอยู่ แต่เดี๋ยวเดียวจิตมันก็ไปสนใจที่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เดี๋ยวเดียวมันก็แอบไปคิด ก็เพียงรู้ตามที่มันเป็น พอรู้ว่าคิด ความคิดก็หยุดลง แล้วมันก็กลับมารู้ตัวเอง”

“เห็นมั้ยครับแม่ การที่เราเจริญสติ มันเหมือนมีงานให้ทำ งานที่มีสติรู้กายรู้ใจ มันมีอะไรให้เรารู้ ให้เราดูเยอะแยะไปหมด รู้อยู่กับกายใจเรานี้แหละ มันเลยไม่มีเวลาไปคิดหงุดหงิดเรื่องรอหมอนาน เพราะมันมีงานทำจึงไม่ว่างไปคิด”

สอบผ่าน...ผมบอกว่า แม่สอบผ่านแล้ว สอบผ่านที่แม่มีสติรู้ตัวอยู่กับกายกับใจ ใจมันเลยไปไม่ไหลออกนอกไปปรุงแต่งทำให้ทุกข์ร้อนใจ  สิ่งภายนอกจะเป็นอย่างไร สำคัญที่ใจที่ไม่เป็นทุกข์

นี่แหละครับ...เห็นมั้ย  อย่าดูถูกการฝึกสติ แม้วันละนิดในชีวิตประจำวันนะครับ มีสติวันละนิด ยังดีกว่าคิดที่จะฝึกสติ  น้ำหยดลงตุ่มวันละหยดทำให้น้ำเต็มตุ่มได้ฉันใด  การมีสติวันละนิด จิตก็มีสติรักษาใจไม่ให้หลงเข้าไปจนแช่ในความทุกข์ได้ฉันนั้น

พูดได้คำเดียวว่า  “ชื่นใจและเคารพในพระธรรม” จริงๆ เลยนะครับท่าน

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 14



มันจากเรา

กลางดึกคืนวันหนึ่ง  แม่ตื่นขึ้นมาเพื่อจะเข้าห้องน้ำ เผอิญมือไปปัดโดนกระติกน้ำร้อนแตกกระจายไปทั่วห้อง กระติกน้ำใบนี้ใช้มานานถนัดไม้ถนัดมือ ถือเบาสะดวกสบาย ใช้ทนทาน เก็บน้ำร้อนได้ดี ใช้เทดื่มกินอยู่ทุกวัน วันนี้มันแตกเสียแล้ว

โดยปกติ ถ้าของสิ่งใดของแม่ที่ใช้อยู่เป็นประจำ แม่จะรักจะหวงแหนมาก ครั้นมีสิ่งใดแตกหักเสียหายไป ต้องรีบหาซื้อมาคืนให้ ที่สำคัญต้องเอาแบบเดิม แล้วมันจะไปหาแบบเดิมได้ที่ไหน ของมันซื้อมาตั้งหลายปี หรือร่วมสิบปีแล้ว แม่ก็จะบ่นเสียดาย และตำหนิติตัวเองว่าซุ่มซ่ามแก่แล้วก็เป็นอย่างนี้ แล้วก็จะบ่นไปอีกนานหลายวัน

คราวนี้ดีหน่อย แม่เฉยๆ ไม่เรียกร้องให้รีบไปซื้อหามาให้ มีอะไรก็ใช้อันที่มีนั้นไปก่อน ครั้นลองถามแม่ดูว่า กระติกน้ำแตกครั้งนี้ทำไมใจแม่ไม่กระวนกระวาย

แม่ตอบว่า  “ก็ธีรยุทธเคยบอกว่า ของทุกสิ่งมันไม่จากเรา เราก็ต้องจากมัน นี่ดีนะ ที่มันจากเราไปเสียก่อน ไม่ใช่เราจากมัน” แม่พูดแล้วหัวเราะแบบอายๆ ผมจึงพูดต่อไปว่า

“ของแตกแล้วก็หาใหม่ มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร แท้ที่จริงเราทุกข์เพราะอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากให้มันได้ดั่งใจ อยากให้มันไม่พรากจากเรา แต่สุดท้ายเราก็ห้ามมันไม่ได้ แม้แต่ตัวเราเอง จะไปเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้ สู้รักษาใจไม่ให้ทุกข์จะดีกว่า เสียดายก็ให้รู้ว่าเสียดาย เสียใจก็ให้รู้ว่าเสียใจ แต่ที่สำคัญอย่าทำให้ใจเสีย”

ฟังแม่พูดแล้วสบายใจ ธรรมะประเสริฐนัก ทุกข์หนักก็ผ่อนให้เป็นเบาแม้มีความเศร้าก็ทำให้เศร้าได้ไม่นาน หากมีสติรู้ทันมันก็สบาย เพราะวางใจได้ก็คลายทุกข์ได้เร็ว

“แม่ครับ ถามจริงๆ นะครับ กระติกน้ำแตกครั้งนี้ แม่เสียใจมั้ยครับ”
“ธรรมดานะ” แม่ตอบ “ของมันแตกหักเสียหายได้ แต่ก็แปลกทำไมมันไม่ทุกข์  ถ้าเป็นแต่ก่อนคงเสียดายและทุกข์ใจไม่น้อย”

“แม่อยากจะรู้มั้ยครับ ที่แม่ไม่ทุกข์ก็เพราะแม่ได้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตมากขึ้นว่า ทุกอย่างที่มี สุดท้ายมันก็กลายเป็นไม่มี ทุกสิ่งที่เกิดเดี๋ยวมันก็ต้องดับ  ถ้าไปหลงยึดติดมันไว้ เมื่อมันจากไปมันก็ต้องทุกข์  มีสิ่งใดก็ทุกข์กับสิ่งนั้น ถ้าวางใจเป็นก็ไม่เป็นทุกข์”

“แม่ดีใจนะ ที่ได้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น แม่จะฝึกเจริญสติทุกวันเพื่อบูชาพระองค์ท่าน”

หญิงชราที่เปล่งวาจาออกมาด้วยใจศรัทธายิ่งนัก ศรัทาด้วยความเชื่อที่ตนได้สัมผัสถึงรสพระธรรม ที่ทำให้จิตใจท่าน โปร่งโล่ง เบา สบาย ไม่ไปทุกข์กังวลกับสิ่งที่จากไป ด้วยความเข้าใจและมีธรรมะเข้าไปอยู่ในใจท่านนั่นเอง”

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 13



ลื่นล้ม

บ่ายวันหนึ่ง  อากาศค่อนข้างอบอ้าว  เมื่อก่อนแม่จะเดินไปไหนมาไหน แม่ต้องใช้ไม้เท้า  แต่ตอนนี้แม่ไม่ได้ใช้ไม้เท้าแล้วครับ  ท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่าแม่ปฏิบัติธรรมแล้วเดินปร๋อ โดยไม่ต้องใช้ไม้เท้า
ไมใช่อย่างนั้นเลยครับ สังขารล่วงวัยไปไม่หยุดยั้ง จากใช้ไม้เท้าเปลี่ยนมาใช้ WALKER สี่ขา เพราะไม้เท้าพยุงร่างกายไว้ไม่ไหวแล้วครับ  แต่แม่ก็บอกว่า ดีเหมือนกัน  เวลาเดินไปรู้สึกมั่นคง และมีสติรู้ตัวได้ดีในขณะที่ค่อยๆ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ

วันนี้เป็นวันหยุดปิดเทอมของหลานสาววัยห้าขวบ หลานนั่งเล่นของเล่นอยู่บนโซฟาขณะที่แม่ (อาม่าของหลาน) กำลังจะพยุงกายลุกขึ้นจากเตียงนอนโดยใช้เจ้าสี่ขา WALKER เป็นตัวช่วยพยุง แต่เผอิญกางเกง ขอบยางยืดมันหลวมจนเกือบจะหลุด อาม่าจึงเรียกหลานสาวที่กำลังสนุกอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่ว่า

“น้องพีช ดึงกางเกงให้อาม่าหน่อย กางเกงมันจะหลุดแล้ว”
หลานสาวที่น่ารักมิรอช้า เมื่อสิ้นเสียงอาม่า ก็วิ่งอ้อมมาด้านหลังดึงหัวกางเกงยืดพรวดเดียวเข้าที่เลย แล้วจึงวิ่งกระโดดขึ้นบนโซฟาเพื่อไปเล่นของเล่นต่อ

ทันใดนั้นอาม่าเผลอสติเหลียวไปดูหลาน  กายที่ยืนอยู่ก็เลยเซเสียหลัก ขณะนั้นสติก็กลับมารู้สึกตัว เห็นกายค่อยๆ ล้มลงช้าๆ เห็นกายอยู่อีกส่วนหนึ่ง ใจกำลังรู้ว่ากายกำลังล้มอยู่อีกส่วนหนึ่ง  ใจเห็นกายกำลังล้มลง อย่างนุ่มนวล ศีรษะค่อยๆ คล้อยต่ำลง นอนราบกับพื้น โดยศีรษะไม่กระแทกสิ่งใด เพราะขณะนั้นมีสติ จึงไม่มีอาการตกใจใดๆ ปรากฏขึ้น

เจ้าหลานสาวตัวน้อยเห็นอาม่าล้มจึงรีบวิ่งเข้ามาหวังจะช่วยพยุง แต่ก็เห็นว่าเกินกำลังของตนจึงร้องเรียกตะโกนว่า “ซาโกว ซาโกว อาม่าล้ม”  ซาโกวคือลูกสาวคนที่สามที่อยู่คอยดูแลแม่  วิ่งลงมาจากบันไดชั้นบนอย่างเร่งรีบเพื่อช่วยพยุงร่างกายแม่ที่กำลังนอนราบกับพื้นห้อง แม่บอกลูกสาวว่า “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ไม่เป็นอะไร”

อานิสงส์ของการเจริญสติ เมื่อยามคับขัน สติที่เราฝึกกลับมารักษาดูแลกายใจไม่ให้ตื่นตระหนกตกใจจนเกินไปกับเหตุการณ์ยามฉุกเฉิน  จึงทำให้จิตไม่กระเจิงเผลอตกใจกลัวจนช๊อกหมดสติไป

อย่าดูถูกสติเพียงน้อยนิด ถ้าฝึกประจำสม่ำเสมอ ท่านจะพบเห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่เมื่อภัยมา  เมื่อพบเหตุคับขันจะได้ไม่เผลอขาดสติ  เมื่อใดมีสติเมื่อนั้นก็ไม่ประมาท  เมื่อใดขาดสติเมื่อนั้นเราก็ยังประมาทอยู่ ท่านว่าจริงมั้ยครับ

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 12



แบกน้ำตาลทราย

วันนี้แม่ทำอะไรให้ผมตกใจ  จู่ๆ ก็ยกมือไหว้ผมพร้อมกล่าวว่า
“แม่ต้องขอบคุณธีรยุทธมากนะที่มาช่วยสอนแม่ปฏิบัติธรรม สอนแล้วสอนอีก แม่ก็จำไม่ค่อยจะได้ บางอย่างบางเรื่องแม่ถามซ้ำไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง  ธีรยุทธก็ไม่รู้จักเบื่อ  ก็ยังอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ฟังทุกครั้งไป”

“แม่ถือว่าธีรยุทธเป็นอาจารย์ของแม่นะ  ที่แม่ไหว้ แม่ไหว้อาจารย์  หากไม่มีอาจารย์คนนี้มาสอนถึงที่บ้าน แล้วแม่จะมีโอกาสวาสนาไปเรียนกับเขาได้ที่ไหน  อ่านก็ไม่ออกเขียนก็ไม่ได้ฟังก็ยังเข้าใจยาก  ฟังแล้วก็ยังลืมง่ายอีกต่างหาก”

“แม่ครับ...แม่อย่าไหว้ผมเลย ถ้าแม่จะไหว้ ขอให้ไหว้พระพุทธเจ้า เพราะสิ่งที่ผมพูดให้แม่ฟังเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของผม  แต่ถ้าแม่ไหว้ผม  ก็อย่าได้ติดที่ตัวผม ขอให้ทะลุตัวผม ไปหาพระพุทธเจ้า นะครับ”

ฟังแล้ว ก็น่าปลื้มใจครับ  ที่แม่ผู้คิดว่าตนเองเป็นผู้อาภัพ ไม่ได้เรียนหนังสืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่จิตใจใฝ่ธรรมสามารถฝึกปฏิบัติตนทุกวันไม่มีขาด จนสามารถสัมผัสพระธรรมที่ทำให้ใจชุ่มฉ่ำเย็น จนแม่กล่าวประโยคหนึ่งออกมาว่า

 “เมื่อก่อน แม่เหมือนคนแบกความทุกข์ เปรียบเสมือนแบกน้ำตาลทรายหนัก 10 กิโล บัดนี้ทุกข์ของแม่ลดลง  เหมือนแบกน้ำตาลทรายเหลือเพียงแค่ 3 กิโล” แม่ยกมือพนมไว้กลางระหว่างอก แล้วกล่าวว่า

“ลูกมีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของลูก”

“แม่ครับ ผมดีใจครับ ที่แม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แม่อย่าทิ้งพระพุทธเจ้านะครับ เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยทิ้งเรา  คนส่วนใหญ่พอทุกข์ก็คิดถึงพระพุทธเจ้า พอสุขก็ลืมพระพุทธเจ้า”

“แม่ไม่ทิ้ง  แม่ไม่ทิ้ง  ถ้าแม่ทิ้ง แม่คงไม่ไหว้พระ สมาทานศีล 5 ปฏิบัติธรรมทุกวัน แม่เห็นคุณเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับใจแม่แล้ว ใครคิดจะทิ้งก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย น่าเสียใจและเสียโอกาส แต่แม่ไม่ทิ้งแน่นอน...แม่สัญญา”

“แม่ครับ พระพุทธเจ้าพระองค์ท่านเป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนการเดินทางเป็นหน้าที่ของเราทุกคนนะครับ”
“พรุ่งนี้เช้า ผมจะมาคุยกับแม่ใหม่นะครับช่วงสายๆ หรือบ่ายๆ ถ้าแม่ว่างและสะดวกก็กลับมารู้กายรู้ใจบ่อยๆ นะครับ ทุกครั้งที่แม่รู้กายรู้ใจ ให้แม่จำไว้นะครับว่า ขณะนั้นแม่กำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แม่กำลังปฏิบัติบูชาพระพุทธองค์อยู่นะครับ”

ชีวิตเราเกิดมาล้วนมีทุกข์  หากใครหลงเพลินหลงสนุก ไม่นานเราก็จะพบกับความทุกข์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งทั้งหลาย หากใครรู้เท่าทันความจริง รู้จักละวางเสียบ้าง จิตที่เคยวุ่นก็จะกลายเป็นว่าถ้าวางเป็น

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 11



เรือรั่ว

เช้าวันนี้  ดูหน้าตาแม่ไม่ค่อยสดใสนัก  “แม่เป็นอะไรหรือครับ”
“แม่ปวดหัวเข่า เดินไม่ค่อยไหว ไม่รู้จะเดินได้หรือเปล่า ถ้าเดินไม่ได้ต่อไปจะทำยังไง กลัวจะต้องนอนบนเตียง  ขยับเขยื้นเคลื่อนกายไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องกินต้องฉี่ ต้องอีบนเตียงช่วยตัวเองไม่ได้ ต่อไปก็ยิ่งเป็นภาระให้กับลูกหลาน เมื่อไหร่มันจะตายๆ ไปเสียที”

แม่เล่นระบายความรู้สึกที่อึดอัดอัดอั้นตันอุราออกมาเสียชุดใหญ่ ผมจึงพูดปลอบใจแม่ว่า
“พระพุทธองค์เปรียบคนแก่เหมือนดั่งเรือรั่ว แม่ก็เหมือนเรือรั่ว  นับวันมันก็จะค่อยๆ จมลง”
แม่พูดแทรกขึ้นว่า  “แล้วเมื่อไร เรือลำนี้รูมันจะใหญ่ๆ จะได้จมไวๆไปๆ เสียที”  แม่พูดเหมือนโลกนี้มันไม่โสภาไม่น่าอยู่เสียแล้ว

“แม่ครับ...แม่เคยได้ยิน คำโบราณท่านว่าไว้ มั้ยครับ
ยามเจ็บไข้            ใครใคร                  ก็อยากหาย
เจ็บเจียนตาย       ใครใคร                  ไม่อยากอยู่
ต้องหาใคร            เยียวยา                  คอยเฝ้าดู
แต่พอรู้                  ว่าใกล้หาย            ลืมตายเลย”
แม่อมยิ้ม แล้วตอบว่า “จริง จริง”

“เห็นมั้ยครับที่แม่อยากตาย เพราะกายมันเจ็บ พอกายหายเจ็บมันก็อยากอยู่ต่อ แม่ดูแบบนี้สิครับ ความเจ็บอยู่ที่หัวเข่า ใจมันอยู่อีกส่วนหนึ่ง ใจมันไม่มีหัวเข่า แข้งขา แต่ทำไมปวดเข่าต้องปวดใจทุกข์ใจด้วย เพราะเราเข้าใจผิด เห็นผิดว่าเข่าฉัน ขาฉัน เรายึดว่ามันเป็นของเรา ที่เข่าขาคนอื่นปวดเจ็บ หรือขาดกระเด็น เราไม่เห็นต้องทุกข์ร้อนเลย เพราะนั่นมันไม่ใช่ขาของฉัน”

“เห็นมั้ยครับ... มีฉันจึงต้องแสวงหาความสุขให้ฉันและต้องพยายามหาทุกอย่าง เพื่อมาบำรุงบำเรอฉัน  เพื่อให้ฉันได้มีได้เป็นอย่างที่ต้องการ”

“แท้ที่จริง อาการปวด ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันกำลังทำหน้าที่ของมันไป เดี๋ยวก็ปวดมาก เดี๋ยวก็ปวดน้อย เดี๋ยวก็ปวดถี่ๆ เดี๋ยวก็ปวดห่างๆ  บังคับมันไม่ได้  ส่วนใจก็มีหน้าที่รู้  มีหน้าที่ดูตามที่มันเป็น  ถ้าแม่เพียงแค่เฝ้ารู้เฝ้าดู ด้วยใจที่เป็นกลางโดยไม่หลงเข้าไปยินดียินร้ายกับมัน  แม่ก็จะไม่ทุกข์ใจ  แต่กายยังทุกข์ ยังปวดอยู่นะครับและถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่าไอ้เจ้าความปวดมันก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ”

“ไม่ใช่ฝึกสติ เพื่อให้กายไม่ทุกข์นะครับ แต่ฝึกสติเพื่อให้เห็นความจริงว่า  ทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลง  ทุกอย่างมันทนอยู่สภาพเดิมนานๆ ไม่ได้  ทุกสิ่งทุกอย่างมันบังคับไม่ได้  จะได้คลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวเรา จะได้ละความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา  จะได้รู้ความจริงแบบเข้าใจถูกและวางใจเป็น  จะได้ไม่ทุกข์กับมัน สิ่งทั้งหลายที่มันกำลังเกิดขึ้น มันก็ทำตามหน้าที่ของใครของมันไป”

แม่พยักหน้า แล้วพูดว่า “มันก็จริงนะ”
“แม่คิดใหม่ซิครับว่า  ตอนนี้ยังไม่ตาย  แม่ก็ขอยืมกายยืมใจฝึกสติก่อน ตอนตายจะได้ตายไปกับสติ ดีมั้ยครับ”  เห็นรอยยิ้มของแม่แล้ว ก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย

นี่แหละหนามนุษย์เรา  รักตัวกลัวตาย  แต่ไยไม่ยักกะกลัวเกิดกันบ้างหนอ  มีเกิดมิใช่หรือ  มันจึงมี แก่ เจ็บ ตายในที่สุด


(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 10



ไม่ให้ดีใจ

เช้าวันนี้  อากาศค่อนข้างดี เย็นสบายมีลมโชยอ่อนๆ  พัดผ่านกิ่งใบยอดอ่อนของดอกเฟื่องฟ้าหน้าบ้าน  แม่นั่งอมยิ้มเพื่อรอตักบาตร
ผมถามแม่ว่า “วันนี้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไรบ้างครับ”
 แม่ตอบว่า “รู้สึกดีใจ  แต่เห็นธีรยุทธบอกว่า  ไม่ให้ดีใจก็เลยพยายามไม่ดีใจ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ดีใจก็ให้รู้ว่าดีใจ เพียงแค่รู้ว่า อาการดีใจมันปรากฏขึ้นที่ใจ  ขณะนั้นแม่ก็มีสติมาระลึกรู้ที่ใจได้แล้ว  อะไรทำให้แม่ดีใจละครับ”
ผมเอ่ยถาม...ด้วยความสนใจ

“เมื่อเช้านี้ แม่ตื่นประมาณตีสี่ ก็นั่งดูลมหายใจ ดูร่างกายมันหายใจ  บางทีมันก็หายใจแรง  บางทีมันก็หายใจออกแรง บางทีมันก็เบา บางทีมันก็หนัก บางทีมันก็หนีไปคิด พอรู้ว่ามันคิด มันก็กลับมารู้สึกการหายใจ บางครั้งมันก็รู้สึกเฉยๆ  บางครั้งมันก็ฟุ้ง  แต่สังเกตุว่ามันฟุ้งบ่อยจังเลย”

“แม่ฟุ้งบ่อย แล้วรู้สึกยังไงครับ”
“รู้สึกไม่ชอบ อยากให้มันสงบ ไม่อยากให้มันฟุ้ง”

“แล้วมันเชื่อแม่มั้ย”
“ไม่เชื่อ ยิ่งทำให้มันสงบ ยิ่งบังคับมัน มันยิ่งฟุ้งใหญ่เลย แม่เลยปล่อยมัน ตามรู้ตามดูมันอย่างที่เธอบอก”

“ดีแล้วครับ แล้วต่อจากนั้นมันมีอาการอะไรอีกบ้างมั้ยครับ”
“มี แต่พอจิตมันสงบลง ปรากฏว่ากายมันเบา ใจมันเบา ใจมันมีความสุข ใจมันโล่งๆ โปร่งๆ สว่างๆ แผ่ออกไปกว้างๆ  แม่ไม่เคยมีความสุขแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต  แม่รู้สึกดีใจมาก  แต่นึกขึ้นได้ว่า เธอบอกว่าอย่าดีใจ ก็เลยบังคับไม่ให้มันดีใจมาก”

“แม่ฝึกได้ดี  มีสติตามรู้กายรู้ใจได้มากขึ้นแล้วครับ เพียงแต่ว่ามันดีใจ  แค่รู้ว่ามันมีความรู้สึกดีใจ ไม่ต้องไปห้ามไปบังคับมัน ปล่อยให้มันเกิดขึ้นแบบอิสระ แล้วเราก็แค่ตามรู้ตามดูมันไป แม่จะสังเกตเห็นได้ว่าความฟุ้งเราก็ไม่ได้เชิญมันมา มันมาของมันเอง ความสุขความสงบเราก็ไม่ได้เชิญมันมา มันก็มาของมันเอง สุดท้าย ทั้งฟุ้งทั้งสุขสงบมันก็อยู่ไม่นานแล้วมันก็เปลี่ยนไป จึงเห็นว่าเราบังคับอะไรมันไม่ได้เลย ความฟุ้งเราไม่ชอบจึงอยากขับไล่ไสส่งมัน มันก็ไม่ไป ยิ่งบังคับก็ยิ่งฟุ้ง  ความสุขสงบเราชอบจะรักษาให้มันอยู่กับเรานานๆ ก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจึงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามเหตุตามปัจจัยบังคับอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”

แม่พยักหน้ารับทราบและยอมรับความจริงว่า “ใช่ ใช่ บังคับไม่ได้จริงๆ”
“ถ้าแม่ค่อยๆ สังเกตมันไปโดยไม่เข้าไปบังคับจัดแจงแก้ไขมัน  แม่จะเห็นว่าความดีใจเดี๋ยวมันก็คลายตัวลงหรือหมดไปเองโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรมันเลย เพราะมันไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ต้องดับ”

“ต่อไปแม่อย่าไปบังคับมันนะครับ ให้ทุกอย่างมันเกิดขึ้นโดยอิสระ  แล้วแค่ตามความรู้ตามดูมันไป  มันจะเป็นอย่างไร  จะสุข ทุกข์ เฉยๆ  เศร้า ซึม ดีใจ เสียใจ สงบ สว่าง สบาย ก็แค่ดูมันไป แล้วมันจะแสดงธาตุแท้ของมันให้แม่เห็นว่า มันไม่เที่ยง มันทนอยู่นานๆ ไม่ได้ เราบังคับมันไม่ได้”
“ผมไปทำงานก่อนนะครับ... เดี๋ยวจะสายรถช่วงนี้ติดมาก  พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่นะครับ”

ดีใจเสียใจเป็นธรรมมะที่เกิดขึ้นกับใจ เกิดแล้วก็ดับไปหากใครรู้ทันมันก็เท่านั้นเอง

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)

สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม ตอน 9



ไม้เท้า

“แม่ครับ...ไม้เท้าของแม่มีไว้ทำอะไร”
แม่ทำหน้า งงๆ  พลันตอบว่า  “ก็เอาไว้ค้ำยันกายไม่ให้ล้มนะสิ”
“จริงครับ แล้วไม้เท้า ที่ค้ำยันใจไม่ให้ล้ม หรือไม่ให้ล่มสลาย มีขายมั้ยครับ”
แม่ได้แต่อมยิ้ม แล้วตอบว่า  “ไม่มี”

“แม่ครับ  ไม้เท้าค้ำยันกายหาซื้อได้ทั่วไป แต่ไม้เท้าค้ำยันใจ ต้องฝึกทำเองไม่มีขาย ไม้เท้าค้ำยันใจ ก็คือ  “สติ” นั่นเอง”

“หากแม่ฝึกสติรู้สึกตัวที่กายบ้างที่ใจบ้าง สุดแท้แต่ว่าใจมันจะรู้สึกที่ไหน  กายแม่เคลื่อนไหวก็ให้รู้สึกตัว  กายปวดก็ให้รู้ว่ากายมันปวดไม่ใช่เราปวด  ความปวดมันก็อยู่ส่วนหนึ่ง กายมันก็อยู่ส่วนหนึ่ง  ใจที่มันไปรู้ปวดมันก็อยู่ส่วนหนึ่ง  ปวดแล้วรู้สึกหงุดหงิด โมโหง่ายนั้นก็เป็นอาการบางอย่างที่เกิดกับใจ  ก็ให้รู้ว่ามันมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับใจ  แล้วรู้ตามที่มันเป็น พอเข้าใจมั้ยครับแม่”

แม่คิดนิดนึง... แล้วถามขึ้นว่า
“แต่ความปวดมันเกิดที่กาย  แล้วมันไม่ใช่อันเดียวกันหรือ”
“ไม่ใช่ครับ”...ผมเริ่มอธิบายเพิ่มเติม

“กายกับความปวดคนละอย่างกัน  ถ้ามันเป็นอย่างเดียวกัน  นั้นหมายความว่า ขณะนี้ใครก็ตามที่มีร่างกายมันต้องปวดตลอดเวลา ใช่มั้ยครับ ตอนแรกๆ เรานั่งใหม่ๆ ปวดเมื่อยมั้ยครับ”
แม่ตอบว่า “ไม่ปวด”

“แต่พอนั่งไปนานๆ มันกลับปวด เข้ามาแทรกอยู่ในกาย  ฉะนั้นความปวดก็อย่างหนึ่ง  กายก็อย่างหนึ่ง  ทั้งสองอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้  แต่มันก็มีสิ่งหนึ่งที่ไปรู้อาการปวดที่กำลังปรากฏที่กาย  นั่นเขาเรียกว่าจิตผู้รู้หรือใจ ที่มันทำหน้าที่รับรู้นั่นเอง”

“จริงนะ  ถ้าเธอไม่บอก แม่ก็คงยังไม่รู้ ทั้งๆ ที่มันก็เกิดขึ้นอยู่กับกายใจเรานี้มาตั้งแต่เกิด  แต่เราไม่เคยเข้าไปสังเกตเห็นมันเลย”

“จริงครับ... แท้ที่จริงไม่ใช่ผมเป็นผู้บอก แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ท่านเป็นผู้บอก แล้วพระองค์ท่านยังบอกต่อไปด้วยว่า  อาการปวดมันก็ไม่เที่ยง  เดี๋ยวก็ปวดมาก เดี๋ยวก็ปวดน้อย เดี๋ยวก็หายปวด จะบังคับมันให้เป็นไปดั่งใจเราก็ไม่ได้  มันเป็นเพียงธรรมชาติหรืออาการอย่างหนึ่งที่ปรากฏที่กาย  แล้วมีใจเข้าไปรู้เข้าหรือรู้สึกได้ ทั้งกาย ทั้งใจ มันไม่ใช่เรา ถ้ามันใช่เราหรือเป็นของเรา  เราต้องบังคับมันได้ แต่นี่เราบังคับอะไรมันไม่ได้เลย มันจึงไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา ถ้าเราเห็นถูกต้องตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะได้ไม่ทุกข์ไงละครั้ง”

“พระพุทธเจ้าเก่งจริงๆ” ...แม่เอ่ย  พร้อมยกมือพนมกล่าว  “สาธุ  สาธุ สาธุ”

ชีวิตเราจำเป็นต้องมีที่พึ่งทางใจ ลองถามตัวเราเองซิว่า เรามีที่พึ่งทางใจแล้วหรือยัง ร่างกายก็นับวันจะชราทรุดโทรมผุพังไปเรื่อย  ถ้ามัวแต่เอื่อยเฉื่อยไม่ฝึกตนแล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร

(จากหนังสือ สอนแม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรม โดย ธีรยุทธ  เวชเจริญยิ่ง)